baner
ทฤษฎีหงส์ดำ
Written by Administrator   

ช่วงนี้มีเหตุการณ์แปลกๆ เกิดขึ้นเรื่อยๆ ฟังข่าวก้ได้ยินทฤษฎีหงส์ดำ มาหลายๆครั้ง เลยลองหาข้อมูลมาให้รู้จักทฤษฏีนี้กันคร่าวๆ ซึ่งไปเจอใน gotomanager.com ตามนี้ครับ 

Backมาถึงวันนี้ หนังสือว่าด้วยทฤษฎีหงส์ดำเล่มนี้ไปไกลกว่าแค่เรื่องคณิตศาสตร์ แต่เข้าสู่ปรัชญากันเลย มิใช่แค่แนวคิดทางด้านปรัชญาเสรีนิยมเท่านั้น หากยังกลายเป็นหนังสือกลยุทธ์การลงทุนที่ผู้คนในวอลล์สตรีท ต้องถือเอาไว้บนหิ้งโชว์เสียแล้ว นั่นย่อมแสดงว่าไม่ใช่ธรรมดาอีกต่อไป

แนวคิดของของ Taleb เริ่มต้นด้วยประเด็นว่า "หากมีคนบอกคุณว่าหงส์สีดำ อย่าด่วนสรุปว่าเขาตาฝาดหรือเพี้ยน" ดูเหมือน จะพยายามสานต่ออิทธิพลความคิดของโทมัส คุห์น นักประวัติ ศาสตร์วิทยาศาสตร์เจ้าของทฤษฎีการเคลื่อนย้ายกระบวนทัศน์ หรือ paradigm shift อันลือลั่น โดยการค้นหาคำอธิบายเพื่อจะหาว่า สำหรับปรากฏการณ์พิเศษที่เหนือความคาดหมายรุนแรงและนานๆ ครั้ง ซึ่งมีลักษณะ "ปฏิวัติ" หรือที่มาร์กซ์เรียกว่า การก้าวกระโดดเชิงคุณภาพ ควรจะเป็นแบบใดที่จะเหมาะสม

โดยความพยายามเช่นนี้ Taleb มองว่า ปรากฏการณ์ที่ไม่ ปกติ เป็นมากกว่าแค่การผ่าเหล่าธรรมดา เสมือนกับการมีหงส์ดำ ไม่ใช่ผิดปกติ แต่เป็นส่วนหนึ่งของฝูงหงส์ขาวเท่านั้นเอง และมันไม่เกิดขึ้นมาเพราะอุบัติเหตุ หากอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่เหมาะสม

ด้วยข้อสรุปอย่างนี้ Taleb กลับมีแนวคิดที่คล้ายคลึงกับ กาลามสูตรของพระพุทธองค์อย่างน่าประหลาดในเรื่องการแสวงหา องค์ความรู้เพื่ออนาคตว่าจะต้องไม่ยึดสูตรสำเร็จเดิมๆ ที่เคยได้ผล เพราะมันอาจไม่ได้ผลตามที่ต้องการ

Taleb ปฏิเสธแนวคิดที่มองว่า สรรพสิ่งในโลกได้รับการจัดวางหรือกำหนดล่วงหน้ามาแล้วจากอำนาจบางอย่างที่มีเงื่อนไข และภารกิจในตัวเอง การทำให้สอดคล้องก็คือความเหมาะสมเพียงพอแล้ว ทฤษฎีที่ว่านั้นคือ ทฤษฎีฟ้าลิขิต หรือ determinism หรือ predestination ซึ่งรวมเอานักปราชญ์อย่างขงจื๊อ และเหล่าจื๊อ อยู่ด้วย แต่ที่หนักกว่านั้นก็คือ มีบรมครูโลกตะวันตกอย่างเพลโตอยู่ที่หัวแถวเลยทีเดียว

Taleb ก็เลยใช้เพลโตเป็นต้นแบบในการนำเสนอแนวคิดใหม่ ของตนเอง (ใครหาญกล้าต่อกรกับเพลโต ต้องถือว่าไม่ธรรมดา) ซึ่งถือว่าเป็นการต่อยอดของทฤษฎีความไม่แน่นอน หรือ uncertainty theory ของไฮเซนแบร์ก โดยถือว่ามุมมองแบบ determinism นั้น คือความหลงผิดของเพลโต เพราะมันได้ชักนำภูมิปัญญาของผู้คนรุ่นต่อๆ มาให้ถลำลึกไปสู่กับดัก หรือ "ติดกรอบ" ทางความคิด 3 ทาง คือ

1) การสร้างเรื่องราวในลักษณะวีรชนหลังสงครามขึ้นมาเพื่อโกหกอย่างพร่ำเพรื่อ โดยไม่ได้ก่อประโยชน์ต่อส่วนรวมของมนุษยชาติ

2) ข้อสรุปเชิงจินตนาการของความรู้ที่มีสมมุติฐานประกอบ หลายประการ สามารถนำมาปรับใช้ได้เลยในชีวิตประจำวันอย่างเถรตรง

3) ความเชื่อว่า ข้อมูลของอดีตที่อยู่ในรูปการวิเคราะห์และ สถิติที่จัดเรียงอย่างดี สามารถทำนายล่วงหน้าได้ไม่ยากถึงแนวโน้มในอนาคต

โดยแนวทางนี้ดูเหมือนว่า Taleb จะได้รับอิทธิพลจากกลุ่มเวียนนาเซอร์เคิล ยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเฉพาะคาร์ล ป็อปเปอร์ นักปรัชญาวิทยาศาสตร์ และฟรีดริช เฮเกล มากเป็นพิเศษ

เพื่อทดสอบว่าทฤษฎีของเขาถูกต้อง Taleb ซึ่งเดิมก็เป็นแค่ พนักงานวิเคราะห์หุ้นธรรมดาของบริษัทหลักทรัพย์ในวอลล์สตรีท จัดการทดสอบทฤษฎีหงส์ดำที่เน้นยืนยันเกมโต้กลับทฤษฎีข้อมูลจากอดีต ด้วยการวิเคราะห์ความเสี่ยงของการเก็งกำไรที่เรียกว่า VaR (value at Risk) และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) เพื่อประเมินความเสี่ยงของพอร์ตหุ้นในช่วงเวลาหนึ่ง (ประมาณ 1-10 วัน) ภายใต้สถานการณ์ทั้งปกติและไม่ปกติ เพื่อค้นหาจังหวะเข้าซื้อและถอนตัวออกมา เพื่อปรับพอร์ตลงทุนให้สอดคล้องกับภาวะของตลาด

ผลปรากฏว่า Taleb เอาชนะนักวิเคราะห์หุ้นทั้งหลายได้อย่างงดงาม และยังทำให้นักเศรษฐศาสตร์กลายเป็นตัวตลกไปเลย

แถมยังทำให้ข้อสรุปตื้นๆ อย่าง "วางแผนอย่างญี่ปุ่น เก็งกำไร แบบยิว" ผิวเผินเหมือนระดับอนุบาลไปเลย

จุดเด่นของ Taleb ที่เหนือกว่าคนอื่นๆ คือ เขาสรุปว่า ความรู้ไม่ได้ขึ้นกับข้อมูลข่าวสารเสมอไป และข้อมูลข่าวสารส่วนใหญ่ในโลกไม่ใช่ความรู้ และที่ร้ายไปว่านั้น เฉพาะข้อมูลที่เป็นหลักฐาน (ซึ่งมีไม่มากนัก) ก็ยังมีความสำคัญมากกว่าทฤษฎี ซึ่งตรงนี้ก็คล้ายกับข้อสรุปของพระพุทธเจ้าที่ว่า "ป่าทั้งป่า เอาใบไม้แค่กำมือเดียว" โดยบังเอิญเช่นกัน

ความสำเร็จของ Taleb ในการคาดเดาสถานการณ์ล่วงหน้า ที่ถูกมากกว่าผิด ยังผลให้บรรดากองทุนรวมจำนวนมากในสหรัฐฯ ต้องศิโรราบ และนำเอาวิธีการของเขาไปสร้างเป็นกลยุทธ์วิเคราะห์ การลงทุนที่เรียกว่า Riskmetrics ผลก็เลยทำให้ทฤษฎีหงส์ดำนี้เป็นที่ยอมรับอย่างมากในอเมริกา และกลายมาเป็นหนังสือแพร่หลายเล่มนี้

งานของ Taleb ซึ่งใช้ภาษาซับซ้อนพอสมควร ตามแบบนักคณิตศาสตร์ที่สื่อสารกับผู้คนทั่วไปได้ยาก ทำให้งานซึ่งมีระบบคิด เชิงนามธรรมซับซ้อน กลายเป็นงานที่อ่านยากขึ้นไปอีกโดยไม่จำเป็น ใครที่คิดว่าจะเคี้ยวง่ายๆ คงต้องคิดหนักหน่อย แต่ขอแนะนำว่า การอ่านหนังสือเล่มนี้พร้อมกับอ่านหนังสือของยอดนักคณิตศาสตร์ ชื่อดังชาวอเมริกันเชื้อสายฮังกาเรียนที่ชื่อ จอร์จ โพลยา ชื่อ How to Solve It! ซึ่งว่าด้วยการสร้างแผนที่ความคิด หรือ mind map เพื่อถอดรหัสโจทย์คณิตศาสตร์ และโจทย์ชีวิตต่างๆ ก็จะช่วยให้ย่อยงานของ Taleb เล่มนี้ง่ายขึ้นและสนุกยิ่งขึ้น

อ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว หลายคนอาจจะสงสัยว่า หากเชื่อตาม Taleb เสียทั้งหมด แนวทางการจัดการอนาคตที่เรียกว่า scenario planning ที่ใช้เงินทองและเสียเวลามากมาย จะไม่กลาย เป็นความฟุ่มเฟือยหรืออย่างไร? และการบริหารตามสถานการณ์ จะกลายเป็นสัจจะไปเสียทั้งหมดหรือ?

Taleb หาทางออกให้โดยเสนอปฏิเสธปรัชญาเชิงอนุมาน (deductive) และให้ใช้กระบวนการอุปมาน (inductive) เพื่อลองผิดลองถูกในขอบเขตจำกัด เพื่อช่วยให้สามารถมองเห็นความ เป็นไปได้ล่วงหน้าที่ช่วยลดความเสี่ยงลงไปได้อย่างมีนัย ซึ่งเขาเรียกว่า หงส์เทา ซึ่งเป็นการแสวงหาความแน่นอนบนความไม่แน่นอน

คำตอบนี้หากยังไม่เพียงพอก็คงต้องขึ้นกับศรัทธาและปรัชญาของผู้อ่านแต่ละคนเสียแล้ว เพียงแต่ว่าการได้อ่านงานเขียน ประเภท "ระเบิดเวลาทางความคิด" อย่างนี้ ประโยชน์ที่ได้อย่างน้อยสุดก็คือ ไม่โดนหลอกง่ายๆ จากความรู้ประเภท how to หยาบๆ ที่ออกมาเกลื่อนตลาด ส่วนของแถมก็คือ อาจจะกลายเป็น เศรษฐีใหญ่ขึ้นมาได้ หากรู้ช่องในการทำนายอนาคตอย่างมีระบบ โดยไม่ต้องเสียเวลากับการฟังหรือใส่ใจกับข้อมูลในอดีตมากนัก

นอกจากข้อสรุปที่ท้าทายนักประวัติศาสตร์ที่รุนแรงว่า เราไม่มีทางรู้ว่าเราจะรู้อะไรในวันข้างหน้า Taleb ยังสร้างประโยคเด็ด ของเขาที่ทำให้นักประวัติศาสตร์ขุ่นเคืองไม่น้อยก็คือ "ประวัติศาสตร์ไม่ได้คลาน แต่มันกระโดด" (แถมยังกระโดดออกนอกเส้นสถิติที่เรียกว่า Bell Curve เสียอีก) ซึ่งให้บังเอิญเหลือเกินที่ข้อสรุปอย่างนี้ ไปเข้าทางปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษของคาร์ล มาร์กซ์ อย่างไม่ได้นัดหมายกัน

คนอ่านหนังสือเล่มนี้หากอดทนเพียงพอ จะได้รู้ว่าหงส์ดำนั้น บางครั้งมันดีกว่าหงส์ขาวที่ตรงไหน และอย่างไร

ที่สำคัญที่สุดจะได้รู้ว่าผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายนั้น ไม่มีใครดีกว่าตัวเราเอง

ground

The theory was described by Nassim Nicholas Taleb in his book The Black Swan. Taleb regards many scientific discoveries as black swans—"undirected" and unpredicted. He gives the rise of the Internet, the personal computer, the first world war, as well as the September 11, 2001 attacks as examples of Black Swan events.[1]

The term black swan comes from the ancient Western conception that 'All swans are white'. In that context, a black swan was a metaphor for something that could not exist. The 17th Century discovery of black swans in Australia metamorphosed the term to connote that the perceived impossibility actually came to pass. Taleb notes that John Stuart Mill first used the black swan narrative to discuss falsification.

Philosophical underpinnings

Before Taleb, those who dealt with the notion of improbable, like Hume, Mill and Popper, focused on the problem of induction in logic, specifically that of drawing general conclusions from specific observations. Taleb's Black Swan has a central and unique attribute: the high impact. His claim is that almost all consequential events in history come from the unexpected—while humans convince themselves that these events are explainable in hindsight (bias).

One problem, labeled the Ludic fallacy by Taleb, is the belief that the unstructured randomness found in life resembles the structured randomness found in games. This stems from the assumption that the unexpected can be predicted by extrapolating from variations in statistics based on past observations, especially when these statistics are assumed to represent samples from a bell curve (in philosophy this is known as causal determinism). Taleb notes that other functions are often more descriptive, such as the fractal, power law, or scalable distributions; awareness of these might help to temper expectations.[2] Beyond this, he emphasizes that many events are simply without precedent, undercutting the basis of this sort of reasoning altogether. Taleb also argues for the use of counterfactual reasoning when considering risk.[3][4]