baner
สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล: ฝันให้ไกล ก้าวไปพร้อมกัน
Written by กนกพร กลีบบัว[*] kanokporn@ftpi.or.th   
 อะไรคือเคล็ดลับ ที่ทำให้นักธุรกิจหนุ่มวัย 38 ปี เจ้าของธุรกิจผลิตและส่งออกเสื้อเชิ้ต สามารถผลักดันธุรกิจ SMEs ของเขา ให้มียอดขายเติบโตแบบก้าวกระโดดจาก 70 ล้านมาเป็น 220 ล้านบาทได้ภายในเวลา 2 ปี โดยมี รางวัลระดับประเทศ เป็นเครื่องการันตีคุณภาพการบริหารงานถึง 2 รางวัล                

ยุคสมัยที่คนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อย ผู้เต็มเปี่ยมด้วยความสามารถ มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นหัวเรือใหญ่ในธุรกิจ SMEs ของเมืองไทย คุณสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยคาเนตะ จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกเสื้อเชิ้ตคุณภาพสูง นับเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรงที่น่าจับตามองอีกคนหนึ่ง ในยุคที่เมืองไทยกำลังก้าวไปสู่การเป็น กรุงเทพเมืองแฟชั่นคุณสุวรรณชัยเป็นนักธุรกิจสายพันธุ์ใหม่ที่หลายคนในวงการยอมรับว่า มีความเป็นผู้นำในแบบ Inspirational Leadership คือผู้นำที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้แก่พนักงาน ด้วยความที่เขาเป็นคนที่รักการเรียนรู้ตลอดเวลา และเชื่อมั่นว่า บริษัทจะประสบความสำเร็จได้ ถ้าผู้บริหารและพนักงานพยายามพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญคือ ทุกคนต้องร่วมฝันและพร้อมที่จะก้าวเดินไปด้วยกันเสมอ  สร้างคนให้มีคุณภาพคุณสุวรรณชัยมองว่า ขึ้นชื่อว่าเป็นบริษัทที่ต้องมี คน ทำงานแล้ว ไม่ว่าบริษัทจะเล็กหรือใหญ่ก็ตาม บุคลากร คือปัจจัยสู่ความสำเร็จที่สำคัญที่สุด ที่จะนำพาให้บริษัทนั้นๆ เติบโตก้าวหน้าผมเชื่อมั่นว่า งานที่ดีเกิดจากคนที่มีคุณภาพ ผมจึงพยายามพัฒนาบุคลากร และให้พวกเขาทำงานกันเป็นทีมเวิร์ก เพราะถ้าเรามีบุคลากรคุณภาพดี มีทีมงานที่ดี คุณภาพที่ดีย่อมจะเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง นำไปสู่การให้บริการที่ดีแก่ลูกค้า ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้บริษัทของเราเจริญเติบโต                คุณสุวรรณชัยเข้ามาบริหารบริษัทไทยคาเนตะเมื่อปี พ.ศ. 2545 โดยการเข้าซื้อกิจการจากผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่น ปัจจุบัน บริษัทไทยคาเนตะเป็นผู้ประกอบการ SMEs ในรูปแบบ OEM (Original Equipment Manufacturer) คือรับผลิตเสื้อเชิ้ตคุณภาพสูงให้แก่ลูกค้า Brand ชั้นนำในต่างประเทศ โดยมีกลุ่มลูกค้าหลักอยู่ในทวีปยุโรป รองลงมาคือญี่ปุ่น สิงคโปร์ แคนาดา เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ที่ผมเข้ามาบริหารบริษัทนี้ ผมมองว่าคนญี่ปุ่นเจ้าของเดิมได้วางระบบคุณภาพไว้ดีแล้ว ดังนั้น สิ่งที่เราควรจะมาเสริมเติมคือในเรื่องของการตลาด การพัฒนาบุคลากร เรื่องของการสร้างระบบให้เกิดโครงสร้างการทำงานที่เข้มแข็งและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เป็นทีมเวิร์กที่ดี จนกระทั่งในปีนี้ บริษัทไทยคาเนตะได้รับรางวัลธรรมภิบาลดีเด่น ด้านพนักงาน ก็เพราะโครงการพัฒนาบุคลากรของเรานั่นเองนอกเหนือจาก “รางวัลธรรมภิบาลดีเด่น ด้านพนักงาน ประจำปี พ.ศ. 2548 ที่ได้รับจากสถาบันป๋วย อึ้งภากรณ์และสมาคมธนาคารไทยแล้ว บริษัทไทยคาเนตะยังได้รับ “รางวัลนายกรัฐมนตรี อุตสาหกรรมดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2548 ประเภทการบริการอุตสาหกรรม SMEs” จากกระทรวงอุตสาหกรรม มาครองอีกหนึ่งรางวัลด้วย การได้รับทั้ง 2 รางวัลเกียรติคุณในปีนี้ ย่อมเป็นเครื่องการันตี “คุณภาพ ในการดำเนินธุรกิจและการดูแลพนักงานของบริษัทแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี   ปลูกฝังนิสัยรักการเรียนรู้นอกจากการเป็นอาจารย์พิเศษในสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ คุณสุวรรณชัยยังมีบุคลิกของผู้สนใจใฝ่เรียนรู้ตลอดเวลา เขาจึงพยายามปลูกฝัง นิสัยรักการเรียนรู้ ให้แก่พนักงาน                 ผมเชื่อว่าความรู้คืออาวุธที่ดีที่สุด ที่จะช่วยพัฒนาตัวเรา ทีมงาน และองค์การ เพราะการจะทำงานได้ดีนั้น เราต้องพร้อมอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องหาความรู้ใส่ตัวตลอดเวลา เราต้องอ่านหนังสือ ต้องคุยกับคนให้มาก ต้องคอยสังเกตเยอะๆ แล้วก็นำมาปฏิบัติได้จริง ผมจะสอนพนักงานเสมอว่า พวกเราเป็นคนรุ่นใหม่ เราต้องเป็นทั้งนักคิด นักสื่อสาร และนักปฏิบัติโรงเรียนในโรงงาน” เป็นโอกาสหนึ่งที่พนักงานของบริษัทไทยคาเนตะ จะได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม โดยเชิญวิทยากรจากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน (กสน.) เข้ามาสอนภายในรั้วโรงงาน ทุกวันอาทิตย์ โดยความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเปิดโลกการเรียนรู้ให้แก่พนักงาน คนเก่งต้องพร้อมอยู่เสมอคนเก่งในความคิดของผมคือ เป็นคนที่มีความพร้อมในความรู้ของเขาเองอยู่เสมอ เมื่อโอกาสมาหาเมื่อไร หรือเมื่อมีอะไรที่เขาจะทำได้ เขาสามารถทำได้ทันที ไม่ใช่ว่าเมื่ออยากจะทำอะไรแล้วต้องไปขวนขวาย และที่สำคัญ ต้องเป็นคนที่ทำจริง สำหรับคนที่ไม่เก่ง ก็ต้องให้โอกาสเขาในการเรียนรู้ แต่ถ้าคนไม่ดี ไม่ตั้งใจหรือขี้เกียจ เราก็ไม่อยากได้ แต่ที่สำคัญคือ เราต้องหาให้เจอว่าอะไรคือความเก่งของเขาแม้จะเป็นบริษัทขนาดเล็ก ที่มีคนงานประมาณ 350 คน แต่ผู้บริหารของบริษัทไทยคาเนตะ ก็เห็นความสำคัญของการสร้าง “เส้นทางอาชีพ (Career Path) ให้แก่พนักงาน ที่นี่เราปลูกฝังให้พนักงานมี Multi Task โดยเราจะแบ่งพนักงานออกเป็น 2 ประเภท ประเภทที่หนึ่งคือ กลุ่มเก่งในด้านใดด้านหนึ่ง เรียกว่าเป็นมืออาชีพในด้านนั้นไปเลย กับอีกกลุ่มที่ไม่ได้ชำนาญด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ แต่มีความชำนาญหลายๆ ด้าน ซึ่งพนักงานทั้ง 2 ประเภทนี้ก็สามารถเติบโตขึ้นเป็นผู้จัดการในสายงานเฉพาะของเขาได้เหมือนกัน นอกจากนี้ บริษัทไทยคาเนตะยังจัดทำหลักสูตรที่คิดขึ้นเอง เรียกว่า ABCD (Advance Business Concept Development) เพื่อสร้างผู้นำรุ่นต่อไปในองค์การ โดย ABCD นี้เป็นหลักสูตรฝึกอบรมให้ความรู้เชิงลึกของ Core Business ของธุรกิจ และปัจจัยสู่ความสำเร็จของไทยคาเนตะ  ทุกปีในช่วง 3 เดือนของหลักสูตร ABCD เราจะดึงพนักงาน 35 คน หรือ 10 % ของพนักงานทั้งหมด เข้ามาคุยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 2 ชั่วโมง ให้พนักงานเหล่านี้เข้าใจและรู้ถึงสิ่งที่เป็น Critical Success Factor ของบริษัทเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตลาด เรื่องผ้า การสื่อสาร ทักษะด้าน EQ ฯลฯ ซึ่งก็ไม่ได้เป็นเรื่องเชิงทฤษฎีที่ยากเกินไป เพราะเราอยากให้พนักงานรู้ เมื่อเขารู้แล้ว เขาจะได้ช่วยเราจัดสรรงาน กระจายงานสู่ทีมของเขา                ผมตั้งสมมติฐานว่า ทุกคนต้องมีการเติบโต และเมื่อเติบโตแล้วต้องมีคนทดแทนให้ได้ การทดแทนให้ได้นี้คือ ทุกคนต้องเก่งขึ้น ต้องรับผิดชอบมากขึ้น ถ้ายิ่งให้เขารู้กว้างและรู้ลึกในสิ่งที่เขาเก่ง เราก็จะเป็นบริษัทที่แข็งแรง เพราะว่ามีการเติบโตในทุกลำดับขั้นที่ดี


 

หัวใจสำคัญอยู่ที่ “การสื่อสารคนที่เป็นเจ้าของกิจการ ต้องเก่งในการสื่อสารมากหน่อย เพราะว่าเราไม่ได้เก่งทุกด้าน ดังนั้น เราจึงต้องมีการสื่อสารที่ดี คือถามเก่ง ฟังเก่ง รวบรวมความคิดให้เก่ง และต้องศึกษาหาความรู้ตลอดเวลา เพื่อจะได้ตัดสินใจออกมาได้ดีที่สุด เพราะหน้าที่ของผู้บริหารจริงๆ แล้วคือการตัดสินใจ ถ้าตัดสินใจผิด แนวทางก็จะแตกต่างไปเลย คุณสุวรรณชัยสื่อสารกับพนักงานหลายช่องทาง เช่น การประชุมที่เรียกว่า Morning Talk ทุกเช้าวันจันทร์ หรือกิจกรรม คติประจำเดือนเพื่อปลูกฝังให้พนักงานกล้าคิด กล้านำเสนอ และกล้าทำ หรือกิจกรรม “MD Lunch” เพื่อให้พนักงานรับประทานข้าวเที่ยงร่วมกับผู้บริหาร ซึ่งเป็นกิจกรรมที่คุณสุวรรณชัยชอบมาก                ผมจะเรียกพนักงานครั้งละ 10 คนมาทานข้าวกับผมตอนเที่ยง เพื่อให้เขาได้ใกล้ชิดและคุ้นเคยกับเรา เป็นการปลูกฝังให้เกิดความรู้สึกว่า เราคุยกันได้ทุกเรื่อง มีปัญหา ดี-ไม่ดี อยากจะให้พัฒนาอะไร ผมเชื่อว่าความเก่งของแต่ละคนมีไม่เหมือนกัน ผมอาจจะถนัดด้านหนึ่ง คนงานของผม รวมๆ กันแล้วเขาเก่งอีกด้านหนึ่ง แต่ละคนก็มีไอเดียใหม่ๆ มาเสนอ เป็นการเอาความรู้และความเก่งที่แต่ละคนมี มาจูนเข้าหากัน นี่ก็เป็นวัตถุประสงค์ของการทานข้าวเที่ยงร่วมกัน                นอกจากนี้ บริษัทไทยคาเนตะยังมีกิจกรรม เพื่อสิ่งใหม่ที่ดีกว่าที่คล้ายกับกิจกรรมข้อเสนอแนะ (Suggestion) คือเปิดโอกาสให้พนักงานมารวมกลุ่มกัน เป็นทีมละ 3-5 คน นำเสนออะไรก็ได้ที่เป็นการพัฒนาโรงงาน ปีนี้จะเป็นโครงการ เพื่อสิ่งใหม่ที่ดีกว่า (อนุรักษ์พลังงาน)’ เพื่อเน้นในเรื่องการประหยัดพลังงาน และเป็นการตั้งโจทย์ให้แคบลง การเปิดโอกาสให้พนักงานสื่อสารได้หลายช่องทาง ยังช่วยให้ผู้บริหารของบริษัทไทยคาเนตะได้รับทราบปัญหาของพนักงาน และสามารถแก้ไขปัญหาได้ก่อนล่วงหน้า โดยไม่ต้องรอผลการสำรวจความพึงพอใจของพนักงานที่บริษัทจัดทำเป็นรายปี   เราทุกคนที่นี่ตั้งใจมาก เหมือนกับว่าเราร่วมฝัน อยากคิดอะไร อยากทำอะไร เราจะบอกกันให้ชัดเจน แล้วก็ทำไปด้วยกัน พนักงานแต่ละคนจะชัดเจนในหน้าที่การงานของตัวเอง ถ้าเราตั้งต้นจากแต่ละคนให้ดีก่อน แล้วกลายเป็นทีมที่ดี ผลลัพธ์บริษัทก็จะดีเอง สร้างสมดุลให้กับชีวิตคุณสุวรรณชัยมองว่า บุคลากรจะทำงานได้ดี เมื่อเขามีความสุขในการทำงานและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ด้วยเหตุนี้ บริษัทฯ จึงพยายามจะสร้างสมดุลในการบริหารคุณภาพชีวิตของพนักงานเมื่อปี 2547 บริษัทของเรากำหนดว่าจะมีโอทีสูงสุดแค่ 2 ชั่วโมง นอกจากมีเหตุจำเป็นจริงๆ เพราะผมอยากให้บริษัทของเราและคนงานของเรา สร้างสมดุลในชีวิตให้ดี คือต้องมีครอบครัวที่ดี มีเวลาเหลือจากการงานไปทำในสิ่งที่อยากทำ คนมีครอบครัวแล้วก็ได้อยู่กับครอบครัว คนโสดก็มีเวลาไปเที่ยว ไปศึกษา ไปทำอะไรอย่างที่เขาอยากจะเป็นผมเชื่อว่าการมีเวลาให้กับครอบครัว ให้กับคนที่เรารัก มันเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ชีวิตเราสมบูรณ์ เพราะความสำเร็จของงานมันไม่ได้เป็นทุกเรื่องของชีวิตเรา แต่ว่าการเป็นคนที่ดีและเป็นคนที่เก่ง ผมกลับมองว่า มันเป็นคุณค่าที่สูงกว่าสำหรับการเป็นผู้บริหารคุณสุวรรณชัยกล่าวทิ้งท้ายถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จของธุรกิจ SMEs ว่า ต้องประกอบด้วยความสามารถของตัวผู้บริหารและทีมพนักงานควบคู่กันไป ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว จะไม่สำเร็จเท่าที่ควร---------------------------------------


 


[*] ผู้ช่วยบรรณาธิการ  สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ