baner
พ.ศ.2534 จุดเปลี่ยนอินเดีย [18 เม.ย. 51 - 18:38]
Written by นิติภูมิ นวรัตน์   

 

พ.ศ.2534 จุดเปลี่ยนอินเดีย [18 เม.ย. 51 - 18:38]
 
บริษัทจากหลากหลายอุตสาหกรรมกว่า 200 แห่ง ทั้งอุต-สาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อุตสาหกรรม เครื่องใช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรมเหล็กและโลหะ ฯลฯ รวมกลุ่มกันตั้งบริษัทเอ็มดิก โฮลดิ้ง จำกัด เพื่อ ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน ภายใต้แนวคิด “ร่วมกันซื้อ แบ่งกันทำ ร่วมกันขาย”

วันนี้ เวลา 18.00 น. เอ็มดิก โฮลดิ้งชวนนิติภูมิพูด “ขยายโอกาส ธุรกิจใหม่ของอุตสาหกรรมไทย” ที่ รร.มิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพฯ

 

เสาร์พรุ่งนี้ หอการค้าจังหวัดนครศรีธรรมราชชวนนิติภูมิพูด “ผลกระทบของเศรษฐกิจโลกที่มีต่อไทย” ที่ รร.ทวินโลตัส เวลา 15.00 น.

นิติภูมิขอให้ผู้อ่านท่านผู้เจริญช่วยกันสวดมนต์ภาวนา ว่าขออย่าให้ผู้บริหารประเทศ ชาติบ้านเมืองของไทยคนใดลืมอินเดีย

ลืมอินเดียได้ยังไง ประเทศอะไรก็ไม่รู้ เมื่อ พ.ศ. 2534 ยังเป็นชาติ สุดยากจนข้นแค้น คนงานประท้วง เพราะไม่ได้ค่าแรง ฆ่าแกงกันจนเกิดจลาจล ผู้คนชุลมุนชุลเกกระจายขยาย ไปหลายแห่ง และก็ในปีนั้นนั่นเอง เศรษฐกิจอินเดียอลเวงล่มจมล้มครืน รัฐบาลจึงเลิก “ปิดประเทศ” เลิกนโยบายพึ่งตนเอง “หากต้อง การให้ประเทศชาติบ้านเมืองรุ่งเรือง อินเดียต้องเยื้อง กรายไปเกี่ยวดองหนองยุ่งกับโลกทั้งใบให้เต็มที่”

เมื่อเปลี่ยนนโยบาย เศรษฐกิจของอินเดียก็โตไวไปที่โดยเฉลี่ยร้อยละ 6 ต่อปี ต่อเนื่องมาจนถึง พ.ศ.2547พ.ศ.2548-2549 โตขึ้นไปถึงร้อยละ 8พ.ศ.2550 ก็ร้อนแรงแกงไก่ไข่เค็ม พุ่งไปถึงร้อยละ 9

ผู้อ่านท่านอย่าคิดว่า ความตกต่ำและรุ่งเรืองของบ้านเมืองจะไม่ เกี่ยวดองหนอง ยุ่งกับ ความสามารถและสมองของ ผู้บริหารประเทศนะครับ ขอเรียนว่าเกี่ยว กันอย่าง มาก ยกตัวอย่างรัสเซีย ก่อน พ.ศ.2534 ผู้คนยากจนเท่ากันหมด ในยุคของเยล ต์ซิน ประเทศเริ่มขยับกึบกับๆ พอถึงยุคปูติน ผู้อ่านท่านครับ เพียง 8 ปี ที่รัฐ-บาลมีนโยบายดีๆ เอาแค่กรุงมอสโกเพียงเมืองเดียว กอปรไปด้วย เศรษฐีที่มีเงินเกิน 3 หมื่นล้านบาท (1 พันล้านดอลลาร์) มากกว่ามหานครใดๆในโลกนี้

ก่อน พ.ศ.2534 เรายังมีวลีพูดกันเล่นว่า “อินเดียละเหี่ยใจ” สมัยนั้นใครถูกส่ง ไปทำงานที่อินเดีย ก็เหมือนถูกส่งให้ไปตกนรกหมกไหม้ ทว่าตั้งแต่นโยบายใหม่ พ.ศ.2534 เป็นต้น มา อินเดียก็เจริญไว/มีเศรษฐี ใหม่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก มีเรื่องราวอย่างที่ภาษาฝรั่งว่า from rags-to-riches stories จากผ้าขี้ริ้วกลายมาเป็นมหาเศรษฐีชั่วข้ามคืน มีพวกนี้มากมายจนนับไม่ถ้วน

ลูกชายคนขายเมล็ดฝ้าย ที่มีนามว่านายจันทรา (Mr.Subhash Chandra) เผลอแผล็บแป๊บเดียว กลายเป็นเจ้าของสื่อที่มีทรัพย์สิน 77,500 ล้านบาท

นายรังกานาธาน (Mr.Ranganathan) เดิมขายแชมพูราคาถูกให้ผู้คนยากจนในชนบท พอรัฐบาลอินเดี ยเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจเมื่อ พ.ศ.2534 นายรังกานาธานก็ขยายกิจการ จนมีมูลค่าการขายหลายพันล้าน ในนามของธุรกิจคาวิน แคร์

นายโกยาล (Mr.Naresh Goyal) อดีตลูกจ้างสายการบิน หลังจากรัฐบาลเปิด น่านฟ้าเส รีและเปิดเสรีการเงิน เมื่อ พ.ศ.2534 แกก็ก่อร่างสร้างธุรกิจใหม่จนกลาย เป็นเจ้าของสาย การบินภายในประเทศที่มีรายได ้มากกว่า 15,000 ล้านบาทต่อปี

เรียนไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาแล้วว่า ตั้งแต่มกราคม ผมตระเวนไปใช้ชีวิตใน มหานครใหญ่ของโลก ทั้งที่กรุงปักกิ่ง กรุงมอสโก กรุงโตเกียว และมหานครเชนไน

จีน อินเดีย และรัสเซีย คือประเทศที่ให้ข้อคิดแก่ผู้ไปเยือนเยอะมาก ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การพัฒนาประเทศ ฯลฯ และเมื่อวิเคราะห์เจาะลึกลงไปให้ถึงแก่น ท่านจะพบว่าชาติเหล่านั้นผงาด เป็นดาวรุ่งพุ่งขึ้นมาได้เพราะการเมืองนิ่ง ไม่มีฝ่ายแค้น/ฝ่ายค้านออกมาระรานการทำงาน ของรัฐบาลมาก เหมือนในประเทศไทย

หลายท่านอาจจะแย้งว่า อ้า ก็ทุกวันนี้ประเทศไทยไชโยก็เจริญขึ้นแล้วนี่ ขอเรียนว่าท่านพูดถูกครับ แต่เราไม่เจริญรวดพรวดๆๆๆ เหมือนต้นไม้ในฤดูฝน ที่ฉวยจังหวะตอนมีนํ้าท่าอุดมสมบูรณ ์พุ่งยอด ทะยานขึ้นไปในอากาศ

ถ้าโม้ว่าเราเจริญขึ้น 10% แต่ประเทศทั้งหลายในโลกเจริญขึ้นโดยเฉลี่ย 30% อย่างนี้ถือว่าเราโตช้า นะครับ นั่นหมายถึงในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ไทยก็อาจจะกลายเป็นประเทศ แฮ่ๆ แย่เหมือนฟิลิปปินส์ ที่มีแต่อดีตอันรุ่งเรือง แต่ปัจจุบันนั้น ไม่ใช่.

นิติภูมิ นวรัตน์